หุ้นกู้-หุ้นรายตัว-กองทุนรวม-ทำเงินต่างกันยังไงนะ

เปรียบเทียบ: หุ้นกู้ หุ้นรายตัว และกองทุน ทำเงินต่างกันอย่างไร?

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น การตัดสินใจเลือกลงทุนใน หุ้นกู้ (ตราสารหนี้), หุ้นรายตัว หรือ กองทุนรวม อาจเป็นเรื่องที่สับสน เพราะสินทรัพย์แต่ละประเภทมีกลไกการทำงาน, ระดับความเสี่ยง, และผลตอบแทนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินและความเสี่ยงที่ยอมรับได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ บทความนี้จะนำเสนอการเปรียบเทียบความแตกต่างของสินทรัพย์ทั้งสามประเภท เพื่อให้คุณสามารถเลือกเส้นทางการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด

 

ตารางเปรียบเทียบสินทรัพย์ 3 ประเภท: ความเสี่ยง, ผลตอบแทน และความเหมาะสม

สินทรัพย์ (ชื่อเรียกอื่น) ความเสี่ยง ผลตอบแทนเฉลี่ยโดยประมาณ กลไกการทำเงิน เหมาะกับใคร
1. หุ้นกู้ (ตราสารหนี้) ต่ำ 2% – 5% ต่อปี ได้รับ ดอกเบี้ย คงที่ (Fixed Income) ตามที่ตกลงไว้ และได้เงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด ผู้ที่รับความเสี่ยงต่ำ, ต้องการความแน่นอนของรายได้, เป็นส่วนหนึ่งของการรักษามูลค่าเงิน
2. หุ้นรายตัว (Stocks) สูง 6% – 20% ต่อปี ได้จาก เงินปันผล (Dividend) และ กำไรส่วนต่างราคา (Capital Gain) เมื่อขายในราคาสูงขึ้น ผู้ที่ต้องการผลตอบแทนสูง, มีเวลาศึกษาข้อมูลบริษัทอย่างสม่ำเสมอ, กล้ารับความผันผวนของราคา
3. กองทุนรวม (Mutual Funds) ปานกลาง (ขึ้นอยู่กับประเภท) 3% – 15% ต่อปี มูลค่ากองทุนเพิ่มขึ้นตามกำไรของสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นไปลงทุน (หุ้น, ตราสารหนี้, อสังหาฯ) ผู้ที่ไม่มีเวลาบริหารพอร์ตเอง, ต้องการ กระจายความเสี่ยง โดยใช้เงินทุนน้อย, เชื่อมั่นในมืออาชีพ

 

รายละเอียดและกลไกการทำเงินของแต่ละสินทรัพย์

1. ตราสารหนี้ (Bond): ความมั่นคงระยะสั้น

กลไก: คุณมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” ของผู้ออกตราสาร (รัฐบาลหรือบริษัท) และได้รับดอกเบี้ยเป็นรายงวด ความเสี่ยงหลัก คือความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารจะผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk)

  • ตัวอย่าง: พันธบัตรรัฐบาล (เสี่ยงต่ำที่สุด) และหุ้นกู้เอกชน (เสี่ยงสูงกว่า ขึ้นอยู่กับอันดับเครดิต)

2. หุ้นรายตัว (Stocks): การเป็นเจ้าของกิจการ

กลไก: คุณมีสถานะเป็น “เจ้าของ” ร่วมของบริษัท ผลตอบแทนจึงผันผวนตามผลประกอบการและอารมณ์ของตลาด การลงทุนในหุ้นต้องใช้ การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) และความเข้าใจในอุตสาหกรรม

  • แหล่งผลตอบแทน: เงินปันผล (ส่วนแบ่งกำไร) และ Capital Gain (กำไรจากการขายหุ้นที่ราคาสูงขึ้น)

3. กองทุนรวม (Mutual Funds): เครื่องมือสำหรับมือใหม่และมือโปร

กลไก: เงินของคุณถูกรวบรวมและนำไปลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทโดย ผู้จัดการกองทุน การลงทุนในกองทุนรวมจึงเป็นการลดความเสี่ยงเฉพาะตัว (Idiosyncratic Risk) ของหุ้นรายตัว และมีทางเลือกให้เหมาะกับทุกระดับความเสี่ยง (เช่น กองทุนหุ้น, กองทุนรวมผสม, กองทุนตราสารหนี้)

 

สรุป: การเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับเป้าหมาย

เป้าหมายทางการเงิน สินทรัพย์ที่ควรเน้น
เก็บเงินระยะสั้น (1-3 ปี) / ต้านเงินเฟ้อขั้นต่ำ ตราสารหนี้, กองทุนรวมตลาดเงิน
เติบโตสูง ระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) / เตรียมเกษียณ กองทุนรวมหุ้น (ไทย/ต่างประเทศ), หุ้นรายตัว
ต้องการรายได้ประจำ (Passive Income) หุ้นปันผลสูง, หุ้นกู้เอกชนที่มีอันดับเครดิตดี

คำแนะนำ: การจัดสรรเงินลงทุนควรใช้หลัก Asset Allocation คือการแบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ทั้งสามประเภทในสัดส่วนที่เหมาะสมกับช่วงอายุและความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้

หุ้นกู้-หุ้นรายตัว-กองทุนรวม-ทำเงินต่างกันยังไงนะ