เงินเฟ้อคืออะไร ทำไมแบงก์พันใบเดิมถึงซื้อของได้น้อยลงทุกปี

หลายคนยังมีความเชื่อว่า การมีเงินเก็บไว้ในบัญชีธนาคารเฉยๆ คือความปลอดภัยสูงสุด แต่ในความเป็นจริง เงินเหล่านั้นกำลังด้อยค่าลงทุกปีเพราะศัตรูเงียบที่เรียกว่า เงินเฟ้อ (Inflation) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออำนาจการซื้อของผู้บริโภคทุกคน

 

กลไกของเงินเฟ้อกับพลังซื้อที่หายไป

เงินเฟ้อ หมายถึง สภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยรวมสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เงินจำนวนเท่าเดิมในมือเราซื้อของได้น้อยลง หากเปรียบเทียบจากราคาอาหารตามสั่งด้วยเงิน 1,000 บาท จะเห็นภาพชัดเจนดังนี้

  • ปี 2538: ราคาจานละ 15 บาท สามารถซื้อได้ 66 มื้อ
  • ปี 2548: ราคาจานละ 25 บาท สามารถซื้อได้ 40 มื้อ
  • ปี 2558: ราคาจานละ 35 บาท สามารถซื้อได้ 28 มื้อ
  • ปี 2568: ราคาจานละ 50 บาท สามารถซื้อได้เพียง 20 มื้อ

แม้จำนวนตัวเลขในธนบัตรจะยังเป็น 1,000 บาทเท่าเดิม แต่พลังซื้อกลับหายไปมากกว่าครึ่งหนึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา

 

ความเสี่ยงของการเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์เพียงอย่างเดียว

ปัญหาที่คนส่วนใหญ่มองข้ามคือการเลือกเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่ได้รับอัตราดอกเบี้ยประมาณ 0.25 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยมักจะอยู่ที่ 2.5 ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี สถานการณ์นี้หมายความว่ามูลค่าที่แท้จริงของเงินคุณจะหายไปแบบไม่รู้ตัวทุกปี ทั้งที่ยอดเงินในสมุดบัญชียังอยู่ครบถ้วน

 

วิธีรับมือและรักษาพลังซื้อของเงินให้ยั่งยืน

หากต้องการรักษาอำนาจการซื้อให้คงเดิมหรือเพิ่มขึ้น คุณจำเป็นต้องให้เงินทำงานผ่านการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนชนะอัตราเงินเฟ้อในระยะยาว เช่น

  1. กองทุนรวม: กระจายความเสี่ยงในหุ้นหรือตราสารหนี้
  2. หุ้น: ลงทุนในความเป็นเจ้าของกิจการที่มีการเติบโต
  3. อสังหาริมทรัพย์: สินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลาและเงินเฟ้อ

 

บทสรุป เงินเฟ้อคือต้นตอของความจนแบบเงียบๆ

เงินเฟ้อไม่ใช่เพียงเรื่องไกลตัวทางเศรษฐกิจ แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเก็บของเราไร้ค่าลงโดยไม่รู้ตัว การเก็บเงินเพียงอย่างเดียวในยุคปัจจุบันจึงอาจเป็นการสูญเสียในเชิงมูลค่า การศึกษาเรื่องการลงทุนและเริ่มให้เงินทำงานจึงเป็นทางออกที่จะช่วยให้คุณชนะเกมการเงินในระยะยาวได้

จากผม gapper #ครูเงินเดือน
ที่อยากให้เพื่อนออฟฟิศทุกคน
“เก็บเงินเป็น และลงทุนเป็น”
เพื่อจะได้ “ไม่จนลงแบบไม่รู้ตัว” ครับ